วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สินค้าที่เหมาะสมสำหรับนำเข้าซื้อขายในตลาดสินค้าล่วงหน้า

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม 2550

ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจได้อิ่มอร่อยกับผลไม้ไทยที่ออกสู่ตลาดมาอย่างมากมายนะครับ เริ่มด้วยผลไม้ที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็น “ราชินีผลไม้” ซึ่งคือ มังคุด ซึ่งปกติแล้วราคาขายปลีกในท้องตลาดราคากิโลกรัมละ 40 – 50 บาท/กก. ด้วยต้นทุนการผลิตในสวนซึ่งรวมถึง ค่าเมล็ด ค่าปุ๋ย ค่าจ้างเก็บ รวมกันแล้วก็ 10 กว่าบาท แต่มาในช่วงนี้ราคารับซื้อในสวนเหลือเพียงกิโลละ 3 – 5 บาท และ ราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคอย่างพวกเราซื้อรับประทานกันก็ตกเหลือประมาณ 10 – 20 บาท/กก. เท่านั้น

ตามมาด้วย “ลองกอง” ผลไม้ซึ่งถือว่าเป็นสินค้า Premium อีกชนิดหนึ่ง ปกติราคากิโลละกว่าร้อยบาท มาตอนนี้ราคาขายปลีกในท้องตลาดตกลงมาเหลือเพียง 25 – 40 บาท/กก. ซึ่งว่ากันว่าราคาลองกองตกต่ำลงมาได้ขนาดนี้ เนื่องมาจากการที่พ่อค้าค่อยไม่กล้าเข้าไปรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในเขต 3 จังหวัดชายแดนใต้ นอกเหนือจากนี้ “ลำไย” ก็อาจเป็นผลไม้ตัวถัดไปที่จ่อคิวรอการแก้ปัญหาอยู่

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลนี้ ก็มิได้นิ่งนอนใจ โดยระดมสรรพกำลังจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงทางกองทัพ เข้าช่วยเหลือชาวสวนผลไม้ โดยเข้าไปรับผลไม้จากแหล่งผลิต และ นำมาจัดจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ผ่าน โครงการต่าง ๆ เช่น เทศกาลลองกองธงฟ้าโดยกรมการค้าภายในที่ BigC ราชดำริ หรือ จะเป็น มหกรรมลองกองใต้ผลไม้แห่งมิตรภาพที่ท้องสนามหลวง เป็นต้น

ปัญหาของเกษตรกรในบ้านเราเป็นปัญหาที่ซ้ำซากครับ เนื่องมาจากในการทำเกษตรกรรม หรือ กสิกรรม มีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เรื่องดินฟ้าอากาศ นโยบายภาครัฐ ความไม่สงบในพื้นที่ ราคาในตลาดโลก ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ของเกษตรกร อันประกอบไปด้วย ความเสี่ยงด้านผลผลิตที่เกษตรกรสามารถผลิตได้ และ ราคาที่สามารถขายได้ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยเครื่องมือที่เรียกว่า ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFETนั้นเป็นเครื่องมือที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อมาช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงด้านราคาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

ก็มีผู้สอบถามมาพอสมควรครับ ทำไม ทั่วโลกนี้ ไม่มีการซื้อขายล่วงหน้าประเภท Futures Trading ในรายสินค้าประเภทผลไม้ซึ่งเป็นพืชสวนที่มีผลผลิตออกตามฤดูกาล เช่น มังคุด ลำไย ลองกอง ทุเรียน ฯลฯ บ้าง ขณะเดียวกัน AFET มีแผนที่จะนำผลไม้ต่าง ๆ ดังกล่าวเข้ามาซื้อขายล่วงหน้าใน AFET บ้างหรือไม่

ในการตอบข้อสงสัยดังกล่าว ต้องย้อนกลับมาหลักวิชาการเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้า ประเภท Futures Trading ครับ โดยตามหลักทฤษฎีแล้ว สินค้าที่จะนำมาซื้อขายใน Futures Exchange ได้นั้น สมควรต้องอย่างน้อยมีคุณสมบัติอันได้แก่ ราคาต้องมีความผันผวน มีเกณฑ์และสามารถจัดชั้นคุณภาพได้ชัดเจน มีปริมาณการผลิตและการค้าที่มากพอสมควร มีจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับสินค้าชนิดดังกล่าวมากพอสมควร

ประเด็นเรื่องราคาต้องมีความผันผวนนั้น เป็นที่ชัดเจนครับว่า ความเสี่ยงด้านราคาเกิดขึ้นมาจากราคาของสินค้าชนิดนั้น ๆ มีความผันผวน ฉะนั้นหากในรายสินค้าชนิดใด ราคาถูกตรึงไว้อยู่กับที่ หรือ ราคาไม่มีการเคลื่อนไหวเลย เช่น น้ำตาลทรายที่จำหน่ายในประเทศ สินค้าดังกล่าวย่อมไม่มีความเสี่ยงด้านราคา และไม่มีความจำเป็นใดและไม่เหมาะสมที่จะนำเข้ามาซื้อขายล่วงหน้า

สำหรับ คุณสมบัติเรื่อง เกณฑ์และความสามารถในการชั้นคุณภาพได้นั้นก็มีความสำคัญ แน่นอนว่า การซื้อขายล่วงหน้าเป็นการซื้อขายสินค้าเพื่อส่งมอบรับมอบสินค้าในอนาคต ฉะนั้น หากสินค้าใดมีคุณภาพ หรือ มีมาตรฐานที่ไม่ชัดเจน เมื่อถึงวันครบกำหนด ย่อมเกิดปัญหาในการรับมอบและส่งมอบสินค้า เพราะว่า ไม่รู้ที่จะตัดสินกันอย่างไรว่าสินค้าที่นำมาส่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ เพราะว่า มาตรฐานไม่มีความชัดเจนมาตั้งแต่แรก ฉะนั้นสินค้าใด ๆ ที่ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจน หรือ สามารถจัดชั้นคุณภาพได้ยาก ย่อมไม่เหมาะสมที่จะนำเข้ามาซื้อขายล่วงหน้า ดังตัวอย่างเช่น ผลไม้ประเภทต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ส่วนประเด็นเรื่อง การมีปริมาณการผลิตและการค้ารวมถึงจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับสินค้ามากพอสมควรนั้น ก็เป็นคุณสมบัติที่จำเป็น เนื่องจาก เงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้การซื้อขายล่วงหน้าประสบความสำเร็จได้ คือ สภาพคล่อง หรือ Liquidity ซี่งในรายสินค้าที่มีการผลิตและการค้ารวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มากนั้น แน่นอนว่า จะมีผู้เข้ามาสนใจซื้อขายน้อย ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า การซื้อขายสินค้าดังกล่าวจะไม่มีสภาพคล่องและจะไม่เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน ทำให้มีโอกาสในการประสบความสำเร็จที่ต่ำ จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาซื้อขายล่วงหน้า

อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ในตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ สินค้าที่คุณสมบัติครบถ้วนตามหลักวิชาการดังที่ได้กล่าวมา ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันใดๆ เลยว่า การซื้อขายล่วงหน้าในรายสินค้าชนิดนั้นจะประสบความสำเร็จ (มีโอกาสสำเร็จเพียงประมาณ 1 ใน 10 เท่านั้น) แต่เป็นที่มั่นใจได้เลยครับว่า สินค้าที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามที่ได้กล่าวมาจะล้มเหลวแน่นอน ฉะนั้นกระบวนการคัดเลือกและออกแบบข้อกำหนดซื้อขายล่วงหน้าจึงต้องกระทำอย่างรอบคอบ เพราะว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจซื้อขายล่วงหน้าของทุกตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่าง ๆ ทั่วโลก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น