วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จาก Moneyball ถึงครา Flash Boys

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 เมษายน 2015


          เมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว Michael Lewis ได้ประสบความสำเร็จในการนำเสนอเรื่องราวของการไม่มีประสิทธิภาพของตลาดซื้อขายนักกีฬาเบสบอลในประเมินราคาค่าตัวของนักกีฬาใน Major League Baseball ที่สหรัฐอเมริกา ผ่านหนังสือเรื่อง Moneyball:  The Art of Winning an Unfair Game

          โดยหนังสือ Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game ได้ขายดิบขายดี ติดอันดับหนึ่ง Best Seller ของ New York Times หลายสัปดาห์ และต่อมาได้ถูกนำมา สร้างเป็นภาพยนตร์นำแสดงโดยพระเอกชื่อดังแห่งยุคอย่าง Brad Pitt ภายใต้ชื่อเรื่อง  "Moneyball" หรือชื่อเมื่อถูกนำมาฉายในบ้านเราที่ชื่อว่า "เกมส์ล้มยักษ์"

          เรื่องราวของ Moneyball เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง อดีตผู้เล่นเบสบอล และผู้จัดการทีม
          ทั่วไปของ Oakland  Athletics ชื่อ "Billy Beane" ที่สามารถทำผลงานของทีมได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม (ชนะ 20 ครั้งติดต่อกัน) ในฤดูกาล ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) ด้วยความสามารถในการหาประโยชน์จากการไม่มีประสิทธิภาพของตลาดผู้เล่นเบสบอลใน Major Leaque โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติมาใช้วิเคราะห์ความเหมาะสมระหว่าง ราคาค่าตัวของนักกีฬากับตำแหน่งที่นักกีฬาสามารถจะลงเล่นได้

          ทำให้ Beane สามารถรวบรวมนักกีฬาที่ราคาไม่แพงได้ภายใต้งบประมาณที่จำกัด ในขณะที่ทีมอื่น ๆ ยักษ์ใหญ่อย่าง อาทิ New York Yankees หรือ Boston Red Sox ยังคงใช้วิธีการคัดเลือกนักกีฬาแบบดังเดิมของแมวมอง อาทิ การตี (hitting) กำลัง (power) ความสามารถในการคุมพื้นที่(fielding) ความแข็งแรงของแขน (Arm Strength) และ ความเร็ว (Speed)

          ซึ่งต่อมา ข้อสมมติฐานของ Michael Lewis และเรื่องราวของ Billy Beane ใน Moneyball ได้รับการสนับสนุนและยืนยันจากงานทางวิชาการอย่าง Journal of Economic Perspectives โดย ศาสตราจารย์ Jahn K. Hakes and Raymond D. Sauer ในปี ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) เรื่อง An Economic Evaluation of the Moneyball Hypothesis ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "MB หรือ Moneyball" ที่ได้มีอิทธิพลแผ่ขยายไป และ/หรือ  ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นในด้านวงการกีฬา เศรษฐศาสตร์ การเงิน  การบริหารธุรกิจ รวมถึงการบริหารงบประมาณให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

          กลับมาครั้งนี้ Michael Lewis ก็ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับวงการตลาดการเงินในยุคปัจจุบันภายใต้ชื่อ "Flash Boys: A Wall Street Revolt" โดยผูกโยงเรื่องราวตั้งแต่ตอนเกิดFlash Crashในวันที่ 6 พ.ค.2553 ที่ตลาดหุ้นในประเทศสหรัฐซึ่งดัชนี Dow Jones เกิดอาการ Crash โดยปรับตัวลดลงกว่า 600 จุดใน 5 นาที รวมไปเป็นติดลบถึง 1,000 จุด ก่อนจะเด้งกับมา 600 จุดใน 20 นาทีต่อไปซึ่งต่อมารายงานของคณะกรรมการร่วมของ U.S. Securities Exchange Commission และ Commodity Futures Trading Commission ได้ชี้แจงว่าหนึ่งในองค์ประกอบร่วมที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือ

          การตั้งโปรแกรมเพื่อการซื้อขายหุ้น (Program Trading) และ การส่งคำสั่งซื้อขาย ที่มีความถี่สูง หรือที่รู้จักกันดีในนามของ HFT ตัวย่อของ High Frequency Trading Flash Boys: A Wall Street Revolt วางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 31 พ.ค.2557 และ ก็ติดลำดับ Best Seller ของ New York Times เฉกเช่นเดียวกันกับ Money ball เมื่อ ครั้งอดีต แต่ดูเหมือนกับว่า ในครั้งนี้ผลสะท้อนจาก Flash Boys จะออกมาแรงกว่า  Money ball อย่างมากมายนัก (อ้างอิงจาก Michael Lewis said his book "Flash Boys" was "louder than anything" he'd ever experienced, Business Insider 6 เม.ย.2558)

          Flash Boys ได้เล่าเรื่องราวของ Brad Katsuyama ผู้บริหารและ Trader ของ Royal Bank of Canada ผู้ที่มีความเชื่อว่าการส่งคำสั่งส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบัน จะถูกเอาเปรียบจาก HFT Traders ซึ่งมีฉายาว่า Flash Boys

          โดย Flash Boys นี้ มีAlgorithm และ Computer ที่ทรงพลังผนวกกับความสามารถในการส่งคำสั่งด้วยความเร็วสูงในระดับ Millisecond (1/1,000 วินาที) หรือในบางครั้งระดับ Microsecond (1/1,000,000 วินาที) ทำให้สามารถเอาเปรียบยังผู้ลงทุนทั่วไปด้วยการแย่งการจับคู่ของคำสั่ง ที่ค้างอยู่ในตลาดก่อนที่กำลังจะได้รับการถูกจับคู่ส่งผลให้ผู้ลงทุนทั่วไปต้องจ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งผลรวมจากความได้เปรียบที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินน้อยมาก ๆ ในแต่ละครั้ง แต่หากนำเงินจำนวนน้อย ๆ ดังกล่าวมากรวมกัน ก็จะเป็นเงินมากมายมหาศาลที่ Flash Boys สามารถสร้างผลกำไรจากการเอารัดเอาเปรียบนักลงทุนทั่วไปได้

          นอกจากนี้ Michael Lewis ยังคงยืนยันแนวคิดของเขาในเรื่องของ Flash Boys ผ่านการสัมภาษณ์ 60 Minutes ทางช่อง CBS ว่า "The United States stock  market, the most iconic market in global capitalism, is rigged" หรือแปลเป็นไทยได้ในทำนองว่า"ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในระบบทุนนิยมของโลกถูกปั่น"

          ซึ่งหลังจากที่ Flash Boys ออกจำหน่าย และคำสัมภาษณ์ของ Lewis ผ่านสื่อแขนง ต่าง ๆ ก็ได้มีเสียงคัดค้าน โต้แย้ง หรือแม้กระทั่งด่าทอ จากคนในวงการที่เกี่ยวข้องกับ HFT บ้างก็อ้างว่า HFT นั้นมีประโยชน์ในการเสริมสร้างสภาพคล่องให้ตลาด (i.e., ช่วยให้ส่วนต่างของราคา bid และ offer แคบลง) แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จาก HFT หรือ Flash Boys โดยตรงก็คือ ตลาด หรือ Exchange ต่าง ๆ ที่สนับสนุน Flash Boys เข้ามาใช้ตลาด (ไม่ว่าจะเป็นวิธีการให้เข้ามาต่อโดยตรง หรืออนุญาตให้ Flash Boys ยกเครื่องเข้ามาตั้งข้าง ๆ กับ ระบบของตลาดเลยอย่าง Co-location) ทั้งนี้เนื่องจากตลาดย่อมจะมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากพร้อมกับรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว

          ในกรณีนี้ ก็คงคล้าย ๆ กับข้อสมมติฐานใน Moneyball ที่ตอนแรกก็คงจะยากที่จะ เชื่อว่าเป็นจริงตามที่ Lewis กล่าวอ้างหรือไม่จนกว่าจะมีงานทางวิชาการมารองรับหรือสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว (ซึ่งต้องรอประมาณ 4 ปี หลังหนังสือ Moneyball ออกจำหน่าย)

          กรณี Flash Boys ก็คงเช่นเดียวกันที่จะต้องรอการพิสูจน์จากแวดวงวิชาการเสียก่อน  ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้านการเงินหรือเศรษฐศาสตร์ในการนำเอาข้อมูลจริง หรือ  Empirical Evidence มาทดสอบด้วยเครื่องมือทางสถิติเพื่อพิสูจน์คำกล่าวอ้างของ Lewis หรือ Katsuyama ว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่จนสามารถปลุกให้ผู้กำกับดูแลตลาดหุ้น ต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดการตื่นตัว หันมาให้ความสำคัญในการกำกับดูแลหรือตั้งกฎเกณฑ์ใน การควบคุมดูแลพวก HFT หรือ Flash Boys มิให้มีข้อได้เปรียบเหนือผู้ลงทุนทั่ว ๆ ไป จนเกินไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น