ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม 2550
ขณะที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้อยู่
หลายท่านในแวดวงการเงินและการลงทุนคงกำลังรอลุ้นผลการ
ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน (อาร์/พี) จากระดับนโยบายที่ระดับ 3.25%
หรือไม่
คณะกรรมการ กนง.
ชุดที่ว่านี้ มีผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นประธานครับ
มีรองผู้ว่าการฝ่ายเสถียรภาพการเงินเป็นรองประธาน
อีกทั้งมีรองผู้ว่าฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงิน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอีก 4 ท่าน เป็นกรรมการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดทิศทางของนโยบายการเงินในด้านต่างๆ
เช่น แนวนโยบายดอกเบี้ยและแนวนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะมีการประชุมทุกๆ 6
สัปดาห์ (แหมชวนให้นึกถึง The Federal Open Market Committee หรือ FOMC ของระบบธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) นะครับ ดูรายละเอียดของ กนง. ได้ในหน้า website ของ
ธปท. www.bot.or.th
ก่อนที่ผลการประชุม
กนง. จะออกมา ก็มีความคิดความเห็นจากผู้รู้ในหลายๆ วงการออกมามากมาย บ้างก็บอกว่า
กนง. สมควรจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก (ตาม Fed เมื่อเดือนที่แล้ว)
ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นการกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคในประเทศ
บ้างก็มีความเห็นว่า กนง. ไม่สมควรที่จะลดดอกเบี้ยลงอีกแล้ว
เนื่องจากเมื่อประกาศลดดอกเบี้ยอาร์/พีลง อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลงอีก
ซึ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ออมเงิน บางก็เห็นว่า กนง. สมควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้
เนื่องจากภาวการณ์เงินเฟ้อยังไม่อยู่ในระดับที่น่าไว้วางใจ
ความเห็นของตัวผมเอง
ผมมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันกับหลายๆ ท่านครับว่า ในการประชุมครั้งนี้ กนง. ยังไม่สมควรที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
อาร์/พี ในตอนนี้
(เพราะว่าหากอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีเงินเฟ้อ
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก็จะติดลบ ซึ่งเสมือนเป็นการลงโทษผู้ออมเงินและอาจส่งผลร้ายต่อระบบการออมของประเทศ) เนื่องมาจาก ผมได้รู้สึกว่า ภาวะสินค้าแพง หรือ
ภาวะเงินเฟ้อ ได้มาเยือนพวกเราแล้ว
เห็นได้จากข่าวคราวที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายร้อยรายการ
แจ้งขอมายังกรมการค้าภายในเพื่อขอปรับขึ้นราคาสินค้า โดยมีสินค้าบางประเภท เช่น น้ำปลา นม กาแฟ
ได้รับอนุญาตให้ขึ้นราคามาก่อนหน้านี้แล้ว (กระทั่งข้าว น้ำปลา
ก็ราคาแพงขึ้นไปแล้ว) แต่ข่าวที่ฮือฮาที่สุดเห็นจะเป็นข่าวที่ผู้ผลิต มาม่า
ขอปรับขึ้นราคาจากซองละ 5 บาท เป็นซองละ 6 บาท
หรือขึ้นทีเดียวถึง 20% (ผู้ผลิตอ้างว่าไม่ได้ขึ้นราคามาเป็นเวลา
10 ปี แล้ว)
ล่าสุด
อธิบดีกรมการค้าภายในคนใหม่ (ท่านยรรยง พวงราช)
ได้นัดหมายผู้ประกอบการค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์)
ในกลุ่มสินค้าสำคัญประมาณ 100 ราย มาประชุมในสัปดาห์หน้า
เพื่อหารือถึงสถานการณ์การค้าและขอความร่วมมือให้ตรึงราคาสินค้า
เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระของประชาชน
และขอความร่วมมือไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงเทศกาลปีใหม่ (มติชน,
9 ตุลาคม 2550)
ลำพังความร่วมมือจากผู้ประกอบการอย่างเดียว
เห็นจะไม่พอที่จะหยุดยั้งการขึ้นของราคาสินค้าครับ
เพราะว่าสาเหตุยอดฮิตของการขอปรับขึ้นราคา คือ น้ำมันขึ้นราคา
ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าตอนนี้น้ำมันราคาแพงขึ้นจริงๆ ครับ (ตอนนี้อยู่ที่ $80 ต่อบาร์เรล แล้ว) อีกทั้งก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากความต้องการใช้น้ำมันเป็นจำนวนมากจากประเทศจีนและอินเดีย
ผนวกกับการอ่อนตัวลงเรื่อยๆ ของเงินดอลลาร์สหรัฐ
(ซึ่งอาจเป็นผลจากการพิมพ์แบงก์ดอลลาร์ออกมาใช้อย่างไม่บันยะบันยังของสหรัฐ)
ทำให้ราคาน้ำมันในรูปของเงินสหรัฐอาจจะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ
การที่ผู้คนส่วนใหญ่คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทำให้ราคาของสินค้าพลังงานทดแทนเช่น เอทานอล และ ไบโอดีเซล
มีแนวโน้มของราคาปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย
ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตลาดสินค้าวัตถุดิบที่ใช้ผลิตพลังงานทดแทนดังกล่าว เช่น
มันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำมันปาล์มดิบ ตัวอย่างเช่น สินค้ามันเส้น (Tapioca
Chip; TC) ที่ซื้อขายกันในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET)
ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดจากช่วงต้นปีราคากิโลกรัมละประมาณ
3.60 บาท มาวันนี้ (10 ต.ค. 2550)
ราคามันเส้นอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 4.90 บาท
(เพิ่มขึ้นเกือบ 40%) โดยราคาหัวมันสดได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น
2 บาทต่อกก. แล้ว
เทียบกับราคารับจำนำของภาครัฐเมื่อช่วงเดือนพ.ย. - เม.ย. 2550 ที่รับจำนำกันที่ราคา 1.20 - 1.50 บาทต่อกก.
ประจวบเหมาะกับมีข่าวว่า ทางสหภาพยุโรป หรือ อียู ประสบปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตธัญพืชลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ
จนต้องหันมาทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้ามันอัดเม็ด ประเภท Forward กับพ่อค้าไทย โดยมีการกำหนดให้ส่งมอบจนถึงกลางปีหน้าเป็นจำนวนกว่า 1 ล้านตันแล้ว ในระดับราคาที่ค่อนข้างดี
(อ่านรายละเอียดในการส่งออกมันฮอตยาวถึงปีหน้า, ฐานเศรษฐกิจ 3 ตุลาคม 2550) ทำให้ราคาสินค้ามันสำปะหลัง
โดยเฉพาะราคาหัวมันสด คงไม่ตกลงมาอยู่ในระดับราคา 1.20 - 1.50 บาท ในระยะเวลาช่วง 1-2 ปีนี้อีกแล้ว
นับเป็นนิมิตหมายที่ดีของรัฐบาลสำหรับปี 2550/2551 ที่พี่น้องเกษตรกรชาวไร่มันอาจไม่ต้องหันมาพึ่งโครงการรับจำนำมันสำปะหลังของภาครัฐมากนัก
หากพ่อค้าในพื้นที่ไม่เอารัดเอาเปรียบพี่น้องในท้องถิ่นจนเกินไป
รวมถึงภายใต้สภาพตลาดที่ผันผวนในช่วงขาขึ้นของสินค้ามันสำปะหลังนี้ก็น่าจะเอื้อให้สภาวะการซื้อขายมันเส้น
หรือ TC Futures ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ามีความคึกคักตามไปด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น